People

 Remix Studio Bangkok "Anuchai Input"

 

ปี 2001 คว้ารางวัลโกลด์จากคานส์กับพรินต์แอดโฆษณา Fedex

ปี 2005 คว้ารางวัลโกลด์จากคานส์อีกครั้งกับพรินต์แอดโฆษณาทามิย่า

ปี 2005 นิตยสาร Acchive โหวตให้เป็นช่างภาพอันดับหนึ่งของโลกเมื่อปี 2005

ปี 2006 ช่างภาพที่กดชัตเตอร์นาทีประวัติศาสตร์ในพระราชพิธีฉลองครองสิริราชสมบัติ 60 ปี

ปี 2007 กำลังเตรียมโปรเจ็กนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองครั้งแรก

ปรโยคทั้งหมดข้างต้นคือ คำจำกัดความอย่างคร่าวๆ ของ อนุชัย ศรีเจริญพู่ทอง เจ้าของโปรดักชั่นเฮ้าส์ Remix Studio Bangkok

 

The Beginning

ในชีวิตชายคนนี้จับงานมาหลายอย่างนับไม่ถ้วน หลังจบวิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัยเพาะช่างก็รับจ้างทำม็อกอัพ เรื่อยมาจนเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์ กำกับภาพยนตร์ บางครั้งไปนั่งขายน้ำ่ปั่นที่สวนจตุจักร จนมาเริ่มรีทัชตั้งแต่ยุคที่ยังใช้แอร์บรัชและคัตเตอร์ตัดแปะ กระทั่งเป็นกลุ่มคอมพิวเตอร์รีทัชรุ่นบุกเบิก

แต่งานรีทัชทำให้เขาค้นพบตัวเองอีกอย่างว่า ความสามารถในการถ่ายภาพไม่นอยหน้าการรีทัชเท่าใดนัก

ความเป็นช่างภาพมือฉมังกับนักรีทัชตัวฉกาจในคนๆ เดียวกันนี้เองกลายเป็นจุดแข็ง เพราะไม่ค่อยมีคนทำได้ดีมากเท่าๆ กันทั้ง 2 ด้าน

นี่คือจุดแข็งของ Remix Studio Bangkok ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีก่อนเช่นกัน

เพราะนอกจากซัพพอร์ตลูกค้าในประเทศแล้ว รีมิกซ์ฯ ยังมีลูกค้าจากเซี่ยงไฮ้ เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง อังกฤษ หนำซ้ำยังมีพาร์ทเนอร์ก่อตั้งร่วมกันภายใต้ชื่อ รีมิกซ์ โคเรีย ประเทศเกาหลีใต้

 

ลูกค้าอินเตอร์ที่ทยอยมาใช้บริการของรีมิกซ์ มาจากผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ อนุชัย สั่งสมมาเรื่อยๆ แต่ที่เปรี้ยงปร้างมากที่สุดเห็นจะเป็น ทามิย่า(กบ แตงโมแตกระเอียด) และ FedEx (ที่มีกล่องคู่แข่งบรรจุอยู่ภายใน) ที่คว้ารางวัลโกล์ดจากเมืองคานส์

 

ชื่อเสียงทีทำให้เขากลายเป็น Somebody มาจากหลายส่วนด้วยกัน แต่ที่สำัคัญคงต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต่างไม่เหมือนคนอื่น คือเขาเป็นช่างภาพที่ดีพอๆ กับรีทัช

 

"คล้ายว่าเราเป็นนักมวยเมื่อชกชนะครั้งแรกก็อ๋อ พอได้ยินชื่อบ่อยๆ  จากรางวัลที่สะสมมาหลายปีได้ยินจากหนังสือ จากมีเดีย ยิ่งเมื่อทามิย่าได้รางวัลจากคานส์ก็อ๋อ คนนี้นี่เองที่หนังสือเคยลงไว้เยอะ ก็เลยทำให้มีสถานะขึ้นมาทันที ยิ่งงาน Specialize มากๆ ต้องใช้ฝีมือเนี่ยฝรั่งสู้บ้านเราไม่ได้ ไหนจะราคาอีกหล่ะ เลยทำให้ลูกค้าต่างประเทศเริ่มหันมาจ้างคนไทย" คุณอนุชัย กล่าว

จากประสบการณ์ที่เก็บเี่กี่ยวเวลาทำงานกับเอเยนซีต่างประเทศ อนุชัย พบว่าสิ่งที่แตกต่างจากเอเยนซี่เมืองไทย คือ Believe ที่ให้กับช่างภาพอย่างเขา
 
"ไม่ต้องไปไกล ขนาดแค่ประเทศสิงคโปร์นะ ผมเคยทำงานให้จอห์นนี่ วอล์กเอกร์ แคมเปญ Keep Walking ซึ่งเคยใช้ นาดาฟ แคนเดอร์ ช่างภาพมือหนึ่งของโลกชาวอิสราเอล ที่นั่นเขาจะให้เกียรติเราหมดเพราะนี่คือวิธีคิดกาทำงานที่เป็นทีมเดียวกัน แล้วเขาเชื่อใน Professional ของเราแบบ 100% ต่างจากเมืองไทยเนี่ยจะมี Question อยู่ตลอดเวลาทุกขั้นตอน ผมพยายามบอกเสมอเวลาทำงานกับคนไทยว่าเราทำงานเป็น Same Team นะ ผมไม่ใช่โจทย์คุณแต่อยู่ฝ่ายเดียวกับคุณ เพราะอยากให้งานดีที่สุด เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายต้องคุยกันช่วยกันแก้ปัญหา ฝรั่งเขาทำการบ้านดีกว่าเรา ของเรามีไม่กี่เจ้าที่ทำแบบนั้น แต่แนวโน้มมันก็ดีขึ้นนะ"
 
ทุกวันนี้สัดส่วนรายได้ระหว่างลูกค้าในประเทศกับต่างประเทศอยู่ที่ 50:50 แต่ทำงานน้อยกว่า หมายความว่า งานจากเมืองนอก 1 ชิ้นมีรายได้ดีกว่า 3 เท่าตัว
 
ในส่วนของโครงสร้างหลักรีมิกซ์ฯยังเป็น Photo and Retouch Company ครบวงจร โดยไม่รับรีทัชงานนอก ประกอบด้วยพนักงานทั้งหมด 50 คน หลักๆ แบ่งเป็นช่างภาพ 3 คน ดูแล 3 สตูดิโอ และนักรีทัช 7-8 คน บางส่วนทำโมชั่นพิกเจอร์ แต่ก็ยังอยู่ในลักษณะไดเร็กต์เซลส์แบบลูกค้าบอกปากต่อปากมากกว่า
 
ไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่างานที่เข้ามาแต่ละชิ้นมาจากความเชื่อมั่นในตัวเขาล้วนๆ หรือพูดอีกอย่างว่า Anuchai Input เพราะปัจจุบันเขาก็ยังรับหน้าที่พรีเซนต์งาน (เพื่อสร้างความมั่นใจและสบายใจให้กับลูกค้า) และ Approve ขึ้นตอนสุดท้ายทุกชิ้น (ยกเว้นงานในลักษณะโปรโมชั่นที่ฟิกซ์คอนเซ็ปต์ตายตัวอยู่แล้ว)
 
Trend Setter
คนทุกคนย่อมมีลายเซ็นเป็นของตัวเอง แต่ลายเซ็นของเขาคือ "ลายเซ็นที่ไม่มีลายเซ็น" เพราะลบลายเซ็นไปเรียบร้อยแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน ด้วยความต้องการเป็น "ผู้นำมากกว่าผู้ตาม"
 
 
"ถ้าเกิดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาแล้วเอางานผมมาเรียงกัน จะเห็นว่าแตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง ผมพยายาม Input สิ่งเหล่านี้ให้มันแตกต่าง ยุคหนึ่งเคยมีคนจับได้ว่างานนี้ต้องเป็นของผม แต่ตอนนี้จับไม่ได้แล้ว เพราะผมไม่ยอมให้มีลายเซ็น ผม Follow วิธีคิดของ นาดาฟ แคนเดอร์ ซึ่งยุคหนึ่งเขาเคยมีลายเซ็นเห็นงานก็อ๋อเดาถูก แต่เมื่อ 10 ปีทีแ่ล้วดูไม่ออกอ่านซื่อแล้วยังเฮ้ยนาดาฟถ่ายอย่างนี้เหรอ เคยอ่านสัมภาษณ์เขาบอกว่าถ้าถ่ายแบบมี Signature ก็ไม่สนุกไง ผมคิดว่ามันคงหากินได้แบบเดียว"
 
 
สาเหตุของการลบลายเซ็นในครั้งนั้นยังมาจาก "สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์" CCO แห่ง BBDO ที่สะกิดต่อมท้ายทายด้วยคำถามบางอย่างที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต
 
 
"วันหนึ่งคุณสุทธิศักดิ์ ถามผมว่าตอนนี้ดูงานโฟโต้ของใครไหม ผมก็ตอบว่าดูแล้วทำตาม เขาบอกอย่างนั้นไม่รุ่งหรอก ทำไมล่ะ ก็เพราะมันจะไม่มีอะไรใหม่ในเมื่อตามก้นคนอื่นอยู่ มีอะไรไหมที่ทำโดยไม่เห็นเขาไม่เอามาลอกน่ะ เออใช่ เขาถามผมต่อว่าผมรู้จักนาดาฟไหม จะชนะเขาได้ไหม ผมตอบว่าจะตามก้นไป เออถ้างั้นมีแววจากวันนั้นมาไม่เคยมองงานในประเทศเลย มองแต่งานฝรั่ง และลบลายทันที"
 
 
Awards
 
16 ปี ของการทำงานจนรางวัลที่กวาดจากเวทีทั้งในและต่างประเทศนับไม่ถ้วนถูกวางเรียงรายเต็มออฟฟิศ ถ้าเข้าใจว่าเขาเป็นนักล่ารางวัล หรือบ้ารางวัลละก็ คุณคิดถูกเพียงครึ่งเดียว
 
"ชีวิตที่ผ่านมาทุกวันนี้ยังงงอยู่เลยว่าทำไมได้รางวัลเยอะขนาดนี้ สำหรับผม 16 ปี ดูเหมือนเร็วในขณะที่คอื่นว่าช้า คือมันเร็วตรงที่สมัยก่อนมีอยู่ช่วงหนึ่งอยากได้รางวัลแรก อารมณ์ประมาณคนบอกเคยไปภูกระดึงน่ะ แต่เรายังไม่ไปไหนอยู่ตีนดอยตลอดไม่ถึงซะที รู้สึกอค่อยากบอกคนที่เคยไปมาแล้วว่าเราก็เคยไปเหมือนกันแบบนี้เหมือนกัน แค่ต้องการฟิลแค่นั้น ซึ่งเราไม่ต้องการขึ้นไปทุกปี คิดแค่นี้เอง
 
แต่ก่อนเราขึ้นเราต้องทำยังไง เรารู้นี่ว่าขึ้นแล้วต้องเหนื่อยก็ฝึกฝนร่างกาย ทีนี้บางช่วงเราไม่ได้คิดว่าเราฝึกไปทำอะไร ไม่ใช่เพื่อสนุกหรือมีเพื่อนคุย แต่รู้สึกแข็งแรงน่ะ เปรีบเสมือนพอเราเข้าใจหลักก็มาฝึกฝนงานตัวเอง โดยไม่ต้องคิดว่าต้องได้รางวัล จนหลังๆ มานี้คิดว่าอะไรที่ทำแล้วดีมันจะส่งผลมาทีหลังเอง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของ คนพูดถึง หรือได้รางวัล รู้แค่วันนี้ขอทำงานที่ Great ไว้ก่อนเพื่อตัวเราเอง เพื่อโชว์ฝีมือ ทีนี้จะไปได้รางวัลอะไรก็ปล่อยไปตามครรลองของระบบ"
 
แต่ก่อนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่างานที่เข้ามาล้นมือล้วนมาจากรางวัลที่ได้ อย่างที่เขาให้ความเห็นว่า "ทุกวันนี้ที่เราดังๆ ได้ดิบได้ดีเกิดจากอวอร์ดทั้งนั้น" 
 
เขากำลังหมายถึง "สแกมแอด" หรืองานโฆษณาที่ทำเพื่อส่งเข้าประกวดโดยไม่ได้ถูกใช้จริง และต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในเวทีสากล
 
"งานหากินหรืองานของลูกค้ามีเงื่อนไข และเต็มไปด้วยเรื่องฮาร์ดเซลส์ถึอเป็นงาน Routine ที่ต้องทำและทำได้อยู่แล้ว สำหรับครีเอทีฟทุกคนไม่มีอะไร Challenge เพราะแอดที่ขาของมันไม่ยากหรอกที่ทำให้ขายของได้ ยกเว้นบางคนที่พยายาม Challenge โดยเอางานจริงส่งเข้าประกวดแล้วได้รางวัล อย่างเช่น "พายุ" ของกรุงเทพประกันภัย แต่บางอันมันมีเงื่อนไขอย่างพรินต์แอดเนี่ยลูกค้าไม่มีทางยอมแน่
 
ผมถึงบอกทุกคนได้ดิบได้ดีมาจากงานอวอร์ดทั้งนั้น เพราะงานหากินเป็นงานที่ต้องตามใจลูกค้าตามโจทย์ที่เขาตั้งเอาไว้ตามเงื่อนไข Strategy ว่าทำไปขายใใครทำเพื่ออะไร ให้เห็นอะไร แต่งานอวอร์ดมันเป็นงานที่คิดเยอะไง มันไม่ได้ตรงๆ อย่าง FedEx มันก็แค่เท่ ถามว่าเพิ่มยอดขายไหมไม่ใช่ โปรโมชันเหรอไม่ใช่ คอร์ปอเรทเหรอไม่เชิง แต่มันเท่ ถามว่าลูกค้าจะซื้องานเหรอไม่มีทาง แต่พอได้รางวัลเลยเปลี่ยนใจเพราะเป็น Refernce ได้ไง"
 
เมื่องานที่วัดกันด้วยวิธีคิดล้วนๆ จากชิ้นงานโฆษณาจริงมีไม่ถึง 10% ดังนั้นมีวิธีที่นักโฆษณาใช้กันจึงมีหลายวิธี ได้แ่ก่ ทำสแกมแอดให้ก่อนถ้าได้รางวัลลูกค้าจะให้เงินทีหลังเพราะผ่านการยอมรับด้านครีเอทีฟมาจากรางวัลเมืองนอก
 
เส้นทางเทศกาล Cannes Lions ที่เขาย้ำมาไม่น้อยกว่า 10 ปี สร้างตัวตนของเขาทีละน้อย จากปีแรกๆทีดูเฉพาะเทคนิคการถ่ายภาพหรือรีทัชภาพ โดยเพิกเฉยรายละเอียดของไอเดีย ต่อมาจึงเริ่มปรับวิธีคิดเรื่องไอเดียนำมาพัฒนางาน และใช้เงินค่าเข้างานเกือบแสนบาทอย่างคุ้มค่าด้วยการโปรโมทตัวเองต่อผู้ที่เขามาร่วมในงานเพื่อสร้าง Connection จนงานหลั่งไหลเข้ามา
 
"ไปคานส์ปีแรกๆ เหมือนคนโง่ ไปดูงานแป๊ปเดียวไปซ้อปปิ้งแ้ล้ว ใครชวนไปปาร์ตี้ก็ไม่ไป เพราะที่นั่นไม่ใช่สังคมเรา ไม่รู้สึกใครภาษาก็ไม่เก่ง จนปีที่ 3 หลังจากได้รางวัลเริ่มมีคนรู้จัก เลยไปยืนแถวบอร์ดตัวเองดักคนเข้างานเลย แจกแผ่นพับว่าผลงานเราได้เข้ารางวัล Shortlist อะไรบ้าง อยากให้โลกรู้ว่าประเทศไำทยเราก็มีดีเหมือนกัน เพราะเราเป็นแค่โปรดักชั่นเฮ้าส์ไม่มีเน็ตเวิร์ค จะไปแนะนำเขายังไงก็ต้องใช้วิธีนี้ ตอนแรกเขาก็งงกันนะ แต่พอวันรุ่งขึ้นได้รางวัลเท่านั้นแหละ Feel พวกเขาก็เปลี่ยนทันที จากนั้นก็เริ่มมีสังคมต่อยอดไปเรื่อยๆ ยิ่งตอนหลังมีเพื่อนใหม่เป็นนักข่าวต่างประเทศก็เริ่มมีสังคมมากขึ้น แล้วก็ได้ลูกค้าจากตรงนี้"
 
 
Simply the Best
 
แม้ว่าการถ่ายภาพโฆษณาถื่อเป็นการรับใช้ไอเดียของครีเอทีฟ ทว่าจะมีสเปซ หรือช่องว่างมากมายคอยเปิดทางให้ช่างภาพใส่ไอเดียเท่าที่ช่างภาพคนนึงจะใส่ได้ ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้องหรือแสงเงา ไม่ต่างไปจากคอนเซ็ปของงาน Fine Art ในเรื่องการกำหนดทิศทางตามโจทย์ครีเอทีฟ
 
"เหมือนตอนที่เราจะเขียนรูปก็ต้องไปหาข้อมูลแล้วกำหนดการเขียน ผมอยกาบอกว่าถ่ายภาพโฆษณาเป็นการรับใช้คอนเซ็ปต็มากกว่าไอเดีย เพราะไอเดียก็คือคอนเซ็ปต็หรือจุดประสงค์ในการทำ"
 
แต่สังเกตไหมว่างานง่ายๆ อย่าง FedEx ซึ่งใครก็ถ่ายได้แต่ทำไมต้องเขา ?
 
"นั่นไงคนที่พูดว่าง่ายทำไมไม่ให้คุณถ่าย คงต้องบอกว่าผมไม่ได้เริ่มจากงานที่ถ่ายง่าย เพราะถ่ายจากงานยากๆ มาแล้วจนเกิดความไว้ใจกัน งานที่ดูแล้วเหมือนง่ายถามว่าง่ายไหมก็ง่ายนะ แต่เชื่อว่าให้คนมาถ่าย 10 คน ก็ไม่เหมือนกัน ในความง่ายมันจะมีความประณีต มีน้ำหนักแสงเงา และดีเทลของมันอยู่นี่คือปัญหาของคนไทยเวลาเรามอง Craft ว่าจะต้องทำเยอะทำเนี้ยบเก็บทุกอย่าง
 
งานของผมส่วนใหญ่จะเป็น Craft in Craft หมายความว่า ชีวิตมันเป็นอย่างเนี้ย ไม่ใช่ว่ามะละกอบิ่นไปนิดก็ต้องเก็บให้มันคมกริบ แต่บางทีงานที่ต้องทำเยอะ อย่างเช่น ทามิย่า ที่ผมคิดโครงสร้าง Insight จากที่เล่นอยู่ เพราะคนที่เล่นทามิย่าต้องโรคจิต รักตัวเอง เห็นแก่ตัวแล้วก็เนี้ยบ เพราะฉะนั้นจะต้องโคตรคมกริบเลย ผมเก็บเป็นอาทิตย์นะ อันนี้มีผลว่าต้องทำเยอะ เพราะ Benefit ของทามิย่าคืออย่างนั้นไง ผมเลยพูดเสมอว่าผมเป็นโฟโต้ที่เข้าใจคอนเซปต์ครีเอทีฟ และเข้าใจโปรดักต์ เวลาทำก็จะถ่ายทอดลงไปในงาน"
 
ความไว้ใจและเชื่อมั่นในฝีมือบวกกับเครคิตช่างภาพมื่อหนึ่งของโลกส่งผลให้เขาเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในภาพนาทีประวัติศาสตร์ของคนไทยทั้งชาติ ได้แ่ก่ รูปมุมสูงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว เสด็จออกมาโบกพระหัตถ์ที่ระเบียง และภาพหมู่ 26 ราชวงศ์ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
 
"ผมเข้าไปเก็บภาพงาน 60 ปี ในหลวงเพราะเป็นสมาชิกตลอดชีพของสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่วนหนึ่งเป็นที่ปรึกษาในด้านการทำงานของมุมมองคนรุ่นใหม่ โดยปกติเวลามีงานใหญ่ๆ ทางสมาคมฯต้องจัดช่างภาพไปช่วยงาน และผมก็ได้รับความไว้วางใจ
 
ยอมรับว่าเป็นงานที่ยากมากต้องหา Specialist ซึ่งเราพอมีศักยภาพตรงนั้นก็เลยถูกเข้าไปถ่ายในนามสำนักงานพระราชวัง ผมถ่ายภาพที่เป็นมุมสูง และมุมกว้าง ด้วยกล้องซูเปอร์ไวด์ ก็เสี่ยงนะ ยิ่งช็อตมุมกว้าง ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมมีเวลาอยู่ 2 นาที แต่ถ่ายออกมาได้ 12 ช็อตเป็นบุญของเราด้วยที่ได้รูปนี้ออกมา ยิ่งกว่าได้รางวัลจากเวทีไหนๆ เลย ผมพูดเสมอว่าสูงสุดของผมคือ 2 รูปนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ทำอย่างนี้อีกรึเปล่า แต่คานส์มันยังไม่จบตราบใดที่มันยังไม่เจ๊ง"
 
ทุกวันนี้ อนุชัย ยังชอบทำอะไรใหม่ๆ ท้าทายตัวเองเสมอเพื่อฝึกฝนการแก้ปัญหา
 
"ผมเคยคิดว่าเราเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำอะไรถึงที่สุด เมื่อถึงที่สุดแล้วมันจะไปถึงไหน"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
----------------------------------------------------------------------------------------

Link ชมผลงานของบริษัท Remix Studio :

http://www.xn--lrzersarchive-wob.net/secharunputong-anuchai.html?c=672

  * ต้องขอโทษด้วยนะครับที่เขียนค้างๆ คาๆไว้นานหลายสัปดาห์ แต่สุดท้าก็จบเสียที หวังว่าผู้อ่านคงได้รับแนวคิดไปได้อย่างครบถ้่วน

 

a day 100 idols  อะเดย์ฉบับพิเศษนี้ได้รวบรวม ไอดอล หรือคนที่่มีชื่อเสียงในประเทศไทย 100 คนมาแสดงทัศนความคิด ในมุมมองของแต่ละคน และ 1 ในนั้นก็มี คุณภาณุ อิงควัต ผู้สร้างตำนานคนหนึ่งของวงการโฆษณาไทย ผู้ก่อตั้ง BAD AWARD สร้างมาตรฐานใหม่ๆ และพลิกโฉมหน้าวงการ ให้ประเทศไทยเป็น 1 ในประเทศที่น่าจับตามองในเรื่องโฆษณา

 

 

A MAN OF TASTE

ห้องทำงานบริเวณหัวมุมของอาคารชั้น 2 กระจกใสเปิดโล่งให้เห็นต้นไม้ใหญ่บริเวณออฟฟิศ บนชั้นหนังสือรวบรวมหนังสือดีไซน์ต่างประเทศไว้มากมาย ทั้งหนังสือและเอกสารในการทำงานจัดวางไว้ด้านข้างของโต๊ะ กาแฟหนึ่งถ้วยและน้ำดื่มเตรียมความพร้อมสำหรับการสนทนาภายในห้องทำงานของ ภาณุ อิงคะวัต

 

ครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์ บริษัท เกรย์ฮาวนด์ จำกัด คือตำแหน่งที่ปรากฎอยู่บนนามบัตรของเขา นี่ยังไม่นับว่าเขาเคยเป็นประธานของ บริษัท ลีโอ เบอร์เนทท์ (ประเทศไทย) จำกัด เอเจนซี่โฆษณาระดับแนวหน้าของไทยและของโลก ทั้งยังเป็นต้นแบบของคนรุ่นใหม่่ที่เข้ามาทำงานโฆษณาหลายๆ คน ไม่น่าแปลกใจเลยหากจะมีคนมากมายฝันอยากนั่งอยู่ในตำแหน่งที่เขาใช้ความสามารถเพื่อให้ได้มาในวันนี้บ้าง

 

เสี้ยวหนึ่งของความต้องการวัยเด็ก ภาณุอยากเป็นสถาปนิกแต่รู้ว่าเรียนไม่ได้เพราะอ่อนวิชาฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ ถึงกระนั้นก็รู้ว่าตัวเองชอบศิลปะและต้องการเรียนต่อทางด้านกราฟฟิกดีไซน์ จึงขอครอบครัวไปเรียนต่างประเทศทันทีที่จบ ม.3 เขาเข้าเรียนในโรงเรียนกราฟิกดีไซน์ที่ประเทศนิวซีแลนด์จนจบไฮสคูล แล้วจึงไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ นอกจากจะได้เดินดูบรรยากาศที่สวยงามของบ้านเมืองในต่างประเทศอย่างเต็มอิ่มและได้เรียนในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยศิลปะแล้ว สิ่งที่ได้รับการฝึกฝนจากการเรียนได้ปลูกสร้างทัศนคติและพิ้นฐานในการแสดงออกทางความคิดซึ่งเขานำมาใช้ในการทำงานเสมอมา

 

"พอย้ายไปอยู่เมืองนอกผมไปได้การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการถกเถียงกันเยอะ บังเอิญเป็นคนไม่ชอบการท่องหนังสืออยู่แล้ว โชคดีอีกเพราะว่าเรียนอาร์ต ผมรู้สึกมันเป็นวิชาที่ง่ายมากสำหรับคนที่ชอบนะครับ เพราะชีวิตเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมอง มันอาจจะมีเวลาสักหนึ่งอาทิตย์ไปทำโปรเจกต์ พอถึงกำหนดเวลาเขาจะเอางานทั้งหมดมากองตรงกลางแล้วทุกคนคอมเมนต็แลกเปลี่ยนมุมมองกัน นั่นคือสิ่งที่ทำมาโดยตลอดไม่ว่าจเป็นเรียนที่นิวซีแลนด์หรือไปเรียนที่อังกฤษ"

 

"การฟังความคิดเห็นของคนอื่นสำคัญนะ ส่วนตัวผมรู้สึกว่าผมไม่ได้เป็นคนแรงไม่ได้เป็นอาร์ติสต์จัดๆ เพราะคนที่เป็นอาร์ติสต์จัดๆ เขาจะไม่สนใจคอมเมนต์อะไรมาก เขามีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะบางครั้งผมรู้สึกว่าผมอ่อนเกินไปเรื่องตัวตนของตัวเอง แต่ว่ามันดีอย่างเสียอย่าง ในความชัดเจนทำให้เขาแน่วแน่ แต่ผมรู้สึกว่าการรับฟังการได้ยินข้อมูลเพิ่มเติมทำให้เราหันกลับมามองตัวเองและพัฒนาให้มันตรง ซึ่งตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ตรงกับงานแรกของผมเลยคืองานโฆษณาซึ่งเป็นอารต์แบบคอมเมอร์เชียล มากกว่าเพียวอาร์ต"

 

ภาณุ เข้าไปเป็นส่วนประกอบหนึ่งของ ลีโอ เบอร์เนทท์ บริษัทโฆษณาที่มีสาขาในหลายประเทศทั่วโลกจากการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับศิลป์และค่อยๆ ก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ จนตำแหน่งสูงสุด ที่นี่ปลูกฝังรากฐานขององค์กรที่ผลักดันการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ให้กับเขา เขากล่าวว่าการทำงานกับคนยุคนั้นหลายคนเต็มไปด้วยความสนุก และเป็นยุคที่พวกเขาได้บุกเบิกสิ่งใหม่ๆ ในการทำงานโฆษณา

 

"การทำงานโฆษณาโดยเฉพาะในช่วง ลีโอ เบอร์เนทท์ เป็นช่วงที่ำสำคัญมากในชีวิตผมนะ ทั้งในเรื่องความรู้ และการเข้าใจว่าองค์กรดีๆ เป็นยังไง ได้รู้จักคนดีๆ หลายคนที่ช่วยให้ความรู้นอกเหนือจากความรู้ในสายอาชีพและเป็นเพื่อน หลายคนมีอิทธิพลต่อความคิดผมไม่ว่าจะเป็นคนของลีโอ เบอร์เนทท์ ในต่างประเทศก็ดี คนไทยที่ร่วมสายอาชีพกัน อย่างเช่น คุณคฑา สุทัศน์ ณ อยุธยา ทั้งเรื่องงานหรือชีวิตทั่วไป คุณคฑา เป็นคนลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นเวลาแกมองอะไรคิดอะไรหรือถามคำถามอะไร มันช่วยเปิดความคิดคน ฉะนั้นตลอดเวลาไม่ใช่เป็นกา่รทำโฆษณาที่ฉาบฉวยหรือแค่มีลูกเล่นไปวันๆ แต่มันเป็นการตั้งคำถามใหญ่ว่ามันกำลังทำหน้าที่อะไรในภาพเล็กและภาพใหญ่ ทำให้เราเรียนรู้ คนเหล่านั้นที่อยู่รอบข้างผมทำให้ผมมีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น"

 

การทำงานโฆษณามีบรรยากาศที่สนุกและท้ายอยู่ในนั้น วันแต่ละวันผ่านไปโดยไม่สามารถแยกแยะได้ว่าส่วนไหนคือชีวิตส่วนตัวส่วนไหนคือชีวิตการทำงาน เมื่อความชอบเกิดขึ้นชีวิตจึงไม่ต้องแบ่งแยกอีกต่อไป

 

"สำหรับผม ถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณสนุกกับมัน คุณจะเรียกว่ามันเป็นงานหรือชีวิตของคุณเลยก็ได้ สำหรับผมมันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด มีคนบอกว่าถ้าคุณสนุกกับงานคุณจะมีวันหยุดเจ็ดวันต่ออาทิตย์ ไม่ใช่รอการมารถึงของวันเสาร์อาทิตย์อย่างเดียว"

 

หลายปีแล้วที่ภาณุละจากเก้าอี้ผู้บริหารของลีโอ เบอร์เนทท์ มาบริหารธุรกิจ บริษัท เกรย์ฮาวนด์ ของตัวเองเต็มตัว เขานำหลักการบริหารองค์กรที่เรียนรู้จากการทำงานโฆษณามาปรับใช้ และหวังว่าจะได้เห็นภาพขององค์กรแห่งนี้ว่าเป็นองค์กรที่เป็นมิตร มีระบบ มีวินัย ผลักดันให้ัเกิดการแสดงออก และสามารถท้าทายกันเองได้ แม้ทุกวันนี้จะยังไม่สำเร็จตามที่หวังไว้ทุกอย่าง

 

 "ผมยังรู้สึกว่าเขาแสดงความคิดเห็นกันน้อยเกินไป เขายังรอให้ผมตัดสินใจให้เขามากเกินไป สำหรับผม ผมอยากให้คนทุกคนโดยเฉพาะคนระดับซีเนียร์ท้าทายผมได้ ผมรู้สึกว่าผมคนเดียวทำไม่ได้ ผมไม่ได้ใกล้ชิดกับทุกสายงานในบริษัท แต่ีละคนที่ถนัดกับสาายงานหรือเจาะลึกกับสายงานนั้นต้องรู้ดีกว่าผม และต้องรู้ปัญหาหรือเห็นทางออกได้ดีกว่าผมด้วยซ้ำ ผมอาจจะเป็นคนสะท้อนความคิดให้เขาได้ แชร์มุมมองหรือมองต่างมุมให้เขาได้ แต่ผมอยากให้เขาเป็นเจ้าของในสิ่งที่เขาทำและต่อสู้เพื่อมันมาให้ได้ คุณต้องชัดเจนว่าคุณทำอะไรอยู่ คุณมีหน้าที่อะไรในองค์กรนั้นๆ เพระาผมเชื่อว่าถ้าคุณชัดเจนในสิ่งที่คุณทำและคุณเติบโตไปในทางนั้น คุณจะเป็นแรงสำคัญในการผลักดันองค์กรได้"

 

รสนิยมและตัวตนของภาณะสะท้อนให้เห็นจากทิศทางการออกแบบเสื้อผ้า ร้านอาหาร รวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ทำงานซึ่งเขาต้องนำตัวเองเข้าไปอยู่แทบทุกวัน สิ่งเหล่านี้คือรสนิยมที่เขามีไว้เป็นชีวิตส่วนตัวและนำเสนอเป็นทางเลือกให้กับคนทั่วไปที่ชื่นชมและชอบเหมือนๆ กันได้ใช้บ้าง

 

"ผมรู้สึกรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากๆ ถ้าเทียบกับคนที่ทำงานไปเพราะความจำเป็น สำหรับผมโชคดีมาตลอด ตั้งแต่ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ ที่บ้านเข้าใจ ให้อิสระในการเลือก ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบประสบความสำเร็จในระัดับหนึ่งก็แฮปปี้ตลอด ถือว่าชีวิตสบายไปด้วยซ้ำ"

 

สุดท้ายสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสุขในชีวิตสำหรับภาณุ อิงคะวัต คือรสนิยมในการเลือกสรรสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต ส่วนเส้นทางของชีวิตของเขาที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร เขาบอกว่าเป็นไปตามวิถีของธรรมชาติเท่านั้นเอง

 

"ผมมีทฤษฎีหนึ่งว่า มันถูกกำหนดมาหมดแล้ว ศาสนาพุทธเรียกว่ากรรมมั้ง คนเราทำไมเลี้ยงลูกมาด้วยกันหลังคาเดียวกันพ่อแม่เดียวกัน ทำไมแตกต่างกัน การดำเนินชีวิตนิสัยใจคอแตกต่างกันทั้งๆ ที่อยู่ห้องนอนเดียวกันด้วยซ้ำ มันถูกกำหนดมา สายอาชีพ ความล้มเหลวในชีวิตมันถูกกำหนดมาหมดแล้ว เราแค่ดำเนินไปตามครรลองเพียงแต่ว่าสิ่งที่เราทำมันคงมีอีกสักนิดเป็นตัวตนของเรา ถ้าเราใช้ดุลพินิจหรือความรู้ที่เราเรียนรู้มาประกอบกับความเป็นคนดีเข้ามาเป็นตัวนำ มันทำให้เกิดกรรมใหม่ขึ้นมาและทำให้เราดำเนินไปในความเป็นมนุษย์ทีดี นั้นเป็นส่วนที่เราสามารถสร้างสมเข้ามาใหม่ได้

 

มองไปนอกห้องทำงาน มวลสีเขียวของหมู่ไม้นอกหน้าต่างกำลังไหวๆ อยู่ตามแรงลม ...และตามครรลองที่มันควรเป็นไป

 ...............................................................................................................

ถ้ามีเวลาว่างผมจะนำคลิปประวัติ BAD AWARD มาโพสต์ให้ได้ัรับชมกัน 

 

สุดท้าย ผมจำเป็นต้องนำผู้สนับสนุนคนสำคัญที่ทำให้มีคอลัมม์นี้ขึ้นมา